มรดกทางความคิด “ลบๆ” ที่เราเลือกไม่รับไม่ได้ แต่เราจัดการมันได้

0
129
EP.1 มรดกทางความคิด ลบๆ ที่เราเลือกไม่รับไม่ได้ แต่เราจัดการมันได้

มรดกหนึ่งที่เราได้มันมาจากบรรพบุรุษเรา แบบฟรีๆ แบบไม่รู้ตัวตั้งแต่ลืมตาดูโลก นั้นก็คือ การคิดลบ

ความคิดลบ มันติดมาจากอดีตที่มนุษย์เรายังต้องล่าสัตว์ในป่า
และผจญในความอันตรายต่างๆ รอบตัวที่ทำเราตายได้ง่ายๆ
ไม่ว่าอาหารเป็นพิษ สัตว์มีพิษ พืชมีพิษ แมลงมีพิษ และภัยธรรมชาติต่างๆ
ทำให้เราต้องค่อยคิดลบกับสิ่งรอบตัว เพื่อเอาชีวิตรอด
และมันก็ถูกส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่น บรรจุมาให้อย่างดีในสมองส่วนกลางที่เป็นที่อยู่ของจิตใต้สำนึก ที่เปรียบเสมือนระบบอัตโนมัติ

แต่การจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้
ทุกหนังสือ ทุกกูรู บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เราต้องเป็นคนคิดบวก
ซึ่งมันเป็นสิ่งขัดแย้งกับที่ธรรมชาติให้เรามา นั้นก็เป็นเหตุผลที่การที่เราจะฝึกตัวเองให้เป็นคนคิดบวกจึงเป็นเรื่องยาก

ช่วงนี้ผมก็พยายามอย่างมากที่จะ ฝึกตัวเองให้เป็นคนสำเร็จ
โดยการหยุดคิดลบ และใส่มุมมองดีเข้าไปแทนที่ ด้วยการใช้วิธี “หนังยางล้างใจ”
ซึ่งเป็นชื่อหนังสือของ บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ (ไปหารายละเอียดทั้งหมดได้ในหนังสือ)
มีหลักการง่ายคือ สวมยางที่ข้อมือ
ดีดตัวเองทุกครั้งที่คิดลบ เพื่อให้เราเชื่อมการคิดลบกับความเจ็บปวด
และเติมความคิดดีด้วยรูปที่ทำให้เรามีความสุขในทันที เป็นเวลาต่อเนื่องกัน 21 วัน

แต่วันนี้ผมอยากจะมาชวนคุยบ้างวิธีการที่ผมใช้ และทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงกับคุณ

หลังจากที่ผมใส่ยางที่ข้อมือมา 5 วันเต็ม
แต่ละวันผมดีดตัวเองมากกว่า 10 ครั้งที่คุณบอยบอกว่าให้เริ่มนับวันที่ 1 ใหม่
“โอ้ นี้เราเป็นคนคิดลบมากมายขนาดนี้เลยหรือ”
“ไม่ขับไปไหนเลย ยังวนเวียนกับวันที่ 1 มา 5 วันแล้ว” “โอ้…. มายย…..”
แต่ยังโชคดี ที่ในหนังสือ คุณบอย พยายามหาเทคนิคต่างๆมาช่วยอยู่
จนวันนี้ผมอ่านเทคนิค “เราสามคน”

คือทุกครั้งที่เผชิญเรื่องที่ทำให้เราคิดลบ
ให้เราแยกตัวเราเองออกเป็น 3 ร่าง
ร่างแรก ก็คือตัวเราเองที่คิดว่าอยู่ในสถานการณ์นั้นและกำลังตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์

ร่างที่สอง คือให้เราแยกความคิดไปนั่งอยู่ในคนที่กำลังมีปัญหากับเราร่างแรกอยู่ ว่าถ้าเป็นเค้าจะมองสถานการณ์นี้เป็นอย่างไร

ร่างที่สาม นี้เด็ดสุด คือให้เราแยกร่างอยู่เหนือสถานการณ์ เป็นบุคคลนอกเรื่องราวนั้น แล้วมองดูคนแรก กับร่างที่สอง
และสถานการณ์ทั้งหมด ซึ่งเป็นมุมมองที่ทำให้ผมรู้สึกเลยว่า เหตุการณ์ที่เราเจออยู่ และการรับมือกับสถานการณ์ เราทำได้งี่เง่ามาก

ถ้าพูดให้มองเข้าใจมากขึ้น เหมือนตัวอย่างนี้ครับ เช่น มีเพื่อนเรากำลังมีปัญหาหนักใจ และเป็นทุกข์มากมาปรึกษาเรา
เรามักจะมองสถานการณ์ และมักจะแนะนำวิธีการแก้ปัญหาให้เพื่อนได้ และรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันไม่มีอะไรเลย เคลียร์ได้ง่ายๆ

ใช่ครับ อารมณ์นั้นเลย คือ ความหมายของคนที่สาม

ผมว่าวิธีนี้มันโดนกับผมมากๆ เลย ถึงกับจุกเลยเวลามองตัวเองแบบบุคคลที่สาม
ในบ้างเหตุการณ์ ซึ่งผมคิดว่าวิธีนี้น่าจะทำให้ผมดีดหนังยางใส่ตัวเองน้อยลงได้แน่ๆ แต่ก็คงยังต้องทดสอบกันต่อไป

…แต่อย่างน้อย ผมก็ดีกว่าเมื่อวานทีละนิดแล้วนะ
แล้วคุณหละลองทำ หรือฝึกอะไรให้กับตัวเองบ้างหรือยัง เพื่อไปเป็นคนที่ประสบความสำเร็จด้วยกัน


หากชอบฟังแบบ Podcast ก็ฟังได้ที่


หรือชอบฟังบน Youtube ก็ฟังได้ที่

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here