จัดการปัญหางานยุ่งจนทำไม่ทันด้วย The One Thing

0
19
EP.10 จัดการปัญหางานยุ่งจนทำไม่ทันด้วย The One Thing

วันนี้อยากจะมาชวนคุยเรื่อง The One Thing ได้แรงบันดาลทำงานในแต่ละวันไม่ทัน
ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีอย่างนี้งานยุ่งนะคุณรู้สึกไหม
ด้วยโลกที่เป็นยุคข้อมูลข่าวสารทำให้ทุกอย่างในโลกเราเหมืนอจะหมุนเร็วขึ้น
แต่ละคนก็ผมคิดว่าทุกคนคงมีงานเข้ามาให้ทำเนี่ยมากมายไปหมด
ทั้งงานที่เป็นไฟต์บังคับที่ต้องทำอยู่แล้ว
ไหนจะงานที่เราอยากทำเพื่อพัฒนาตัวเอง
ไหนจะไปงานที่อยากทำเพราะจะสร้างโอกาสให้กับตัวเองไว้ในอนาคต
มันก็เลยกลายเป็นว่าวันๆนึงเนี่ยมันเยอะไปหมด
เยอะมากเยอะจนบางครั้งเราไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนดี ได้แต่ทำแบบงงๆ มึนๆ
แล้วสุดท้าย รู้ตัวอีกที่วันนั้นทั้งวันอาจจะไม่ได้ Productivity เลยก็ได้

ก็เลยพอดีเคยมีโอกาสรู้จักหนังสือเล่มนี้ The One Thing
ไม่ได้มารีวิวหนังสือนะครับแต่ว่าจะเอาไอเดียที่ได้ มาแก้ปัญหาเรื่องที่เกรินไว้ตอนต้น
ซึ่ง Concept ของหนังสือ เขาก็จะพูดว่าจริงๆแล้วเราควรจะมี The One Thing ของแต่ละคน
ก็คืออะไรสิ่งเดียวที่เราควรจะเลือกทำ เพียงเรื่องเดียวของเดือนนี้
ทั้งเดือนที่เราควรจะทำอะไรที่เราทำแล้วมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ทำเสร็จแล้วมันจะทำให้อย่างอื่นง่ายขึ้น ซึ่งหนังสือก็จะพยายามตั้งถามคำถามเพื่อให้เราคิด
ซึ่งทำให้เราโฟกัสว่าอะไรมันสำคัญสำหรับเรา และเพราะอะไร
หนังสือก็จะยกตัวอย่างเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรารู้จักเป็นอย่างดี เช่น KFC, Starbucks, Google
จะเห็นว่าทุกบริษัทจะทำเก่งอย่างเดียวอย่างเดียว และมุมความสนใจไปในสิ่งที่ตัวเองถนัด

อย่าง KFC ก็ขายไก่ทอดอย่างเดียวเลย อะไรก็ได้ที่ทำจากไก่ทอดเค้าเก่งสุด
Starbucks ก็กาแฟและบรรยากาศร้านที่น่านั่งอย่างเดียว
Google ก็เป็น Search Engine เราจะหาอะไรก็เจอ (หนังสือเล่มนี้เขียนมานานมากแล้ว ปัจจุบัน Google ทำอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นการต่อยอดมากจาก Search Engine ทุกอัน)
ทั้ง 3 บริษัทก็จะเก่งในเรื่องของเขาแล้วเขาก็เป็นเบอร์หนึ่งในแต่ละเรื่อง เขาจะตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาออกนะครับซึ่งผมมองว่าวิธีนี้มันก็น่าจะนำมาช่วยแก้ปัญหางานยุ่งที่เป็นหัวข้อของบทความนี้ได้
การที่เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันเยอะไปหมดเลย ก็ต้องกลับมาถามตัวเราเองว่า

แล้วอะไรคือ The One Thing ของเราล่ะ

ซึ่งการนำมาประยุกต์ใช้เนี่ยมันคล้ายๆการตั้งเป้าหมายเหมือนกัน
ถ้าเรามีเป้าหมายแล้วเราก็จะไม่หลงทางเราก็จะรู้ว่าเราควรจะมุ่งไปที่ไหน ไปยังไง ต้องทำอะไรในเดือนนี้ ในอาทิตย์นี้ หรือในวันนี้

มันช่วยเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ว่าอันไหนสำคัญ อันไหนไม่สำคัญ
และมันควรจะโยงทักษะ หรือความสามารถ และความหลงใหลของเราด้วย
เพราะว่าเขานิยามคำว่า The One Thing ในหนังสือเนี่ยเขาจะนิยามว่า
อะไรคือหนึ่งอย่างที่เป็นความสามารถหลักของคุณ อะไรคือเป้าที่เราอยากจะไปถึงจริงๆ
หรือจะพูดได้ว่าสิ่งที่เป็น The One Thing เนี่ยมันถูกทำ มันจะทำให้งานอื่นๆ แทบจะไม่ต้องทำก็ได้
ซึ่งผมว่าเฮ้ยมันใช่เครื่องมือ ที่มาช่วยแก้ปัญหางานล้นมือเราได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำตอนที่งานมันล้นมือ คือ เราควรจะนั่งอยู่เฉยๆ แล้วโฟกัสว่าอะไรคือ The One Thing ของเราเช่น ถ้าคุณเป็นผู้บริหารก็ไม่ควรจะต้องไปหน้างานมากนัก เพราะงานหลักของคุณคือทำทีม สร้างทีมที่สามารถบรรลุเป้าหมายของทีมได้ ส่วนงานอื่นที่มันไม่เกี่ยวข้อง ก็ควรตัดทิ้ง ให้คนหรือทีมที่เป้าหมายตรงกับงานนั้นเข้ามาจัดการไป

ในหนังสือเล่มนี้เน้น และแตกต่างจากเล่มอื่นนิดนึง คือสิ่งนั้นควรจะเป็นความถนัดของคุณด้วย เพราะอะไรนั้นเหรอ
เพราะงานนั้นที่เราควรจะทำมักจะเป็น งานยากที่ท้าทายเราด้วย
หนังสือเล่มนี้เขาจึงพูดเรื่อง Domino Effect เมื่อเริ่มล้มแล้วมันสามารถสะสมพลังงาน และสามารถล้ม Domino ตัวที่มีขนาดใหญ่กว่ามันมากๆได้ และมันคือความสำคัญของ Domino effect
ว่าหากคุณเริ่มทำบ้างอย่างกับมันที่คุณต้องทำ ถึงจะยาก แต่คุณก็จะเริ่มเห็นทางที่จะทำงานนั้นสำเร็จได้แม้จะเริ่มทำงานเล็กๆ ก็ตาม มันจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องไป (แต่คุณก็ต้องทำมันอย่างต่อเนื่อง และจริงจังด้วยนะ)

ตัวอย่างก็คงเหมือนกับผม กับการทำ Podcast เนี่ย มันก็เป็น The One Thing ของผมเหมือนกัน ก็ตามสโลแกนของช่อง Podcast นี้เลย ก็คือผมอยากจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ที่เรียนรู้อยู่ทุกวัน แปลงให้กลายเป็นบทเรียน แล้วก็ให้กลายเป็นนิสัย และสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง การจะทำอย่างนั้นได้ ผมก็ต้องพยายามไตร่ตรองสิ่งที่ผ่านเข้ามา แยกแยะว่ามีข้อคิดอะไรดีอยู่ในนั้นบ้าง แล้วจะเชื่อมโยมหรือนำไปใช้อย่างไร ให้บ่อยพอจนกลายเป็นนิสัยที่ดีเพิ่มขึ้น การมาทำเป็นพอดแคสต์ก็ช่วยให้ผมได้ทำอย่างนั้นกับตัวเอง แต่การเริ่มทำเนี่ยยากอยู่ไม่ใช้น้อย เพราะผมเชื่อในกฎของ Domino effect จึงได้ลงมือทำ ซึ่งพอมาลองมองย้อนกับไปใน EP ที่ผ่านมาทั้งหมด เออมันจริงนะที่เราจำและรู้สึกคล่อยในการนำมันไปประยุกต์ใช้มากขึ้น ในระหว่างทางตั้งแต่ที่เราเริ่มก้าวแรก ก้าวเล็กๆ ลองไปทำดูของเราเนี่ย ตอนนั้นแรกมันไม่ดีมากนัก แต่เราก็ได้เห็นข้อบกพร่องและได้พัฒนามันไปเรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ

แล้วนั่นแหละคือ 2 ประเด็น ที่ผมว่ามันเวิร์ค แล้วเอามาใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกคนมีงานล้นมือ มีงานที่อยากจะทำหรือที่ถูกไหว้วานให้ทำล้นไปหมดจนเวลา 24 ชั่วโมงเนี่ยมันไม่พอสำหรับหลายๆคน The One Thing และ Domino effect เนี่ยแหละช่วยได้ เลยอยากจะมาแชร์ หากรู้สึกว่ามันมีประโยชน์ยังไงก็ฝากแชร์ต่อ และลองเอาไปใช้กันนะครับ ลองหา The One Thing ของคุณดู ลองหา Domino ตัวแรกของคุณดู และลอง Kick off มันให้เกิด Domino effect ขึ้นแล้วผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าคุณได้ทำได้เริ่มสิ่งที่คุณคาดหวังไว้มันจะค่อยๆดีขึ้นไปนะครับ ไว้พบกันใหม่บทความหน้าสวัสดีครับ


หากชอบฟังแบบ Podcast ก็ฟังได้ที่

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here